วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การปลูกต้นหงอนไก่ และ สร้อยไก่ โดยการเพาะเมล็ด

การแยกแยะกรณีที่ปลูกผสมคละกันไปในแปลงเดียวกัน
ลักษณะของต้นกล้าหงอนไก่ คือ ลำต้นสีแดง
ลักษณะของต้นกล้าสร้อยไก่ คือ ลำต้นสีเขียว
(เพาะเมล็ดของเจียไต่/ของศรแดง ตอนเพาะเมล็ดมันปนกันในกะบะปลูก)
                                                      ภาพที่ 1 ถ่ายเมื่อ 27 พ.ค.2556


                                                       ภาพที่ 2 ถ่ายเมื่อ 13 มิ.ย.2556

ภาพที่ 3 ถ่ายเมื่อ 21 มิ.ย.2556 ภาพดอกสร้อยไก่แดงและดอกหงอนสีแดงไก่กำลังออก


ภาพที่ 4 ถ่ายเมื่อ 21 มิ.ย.2556 ภาพดอกสร้อยไก่สีเหลืองกำลังออก



ภาพที่  5 ,6 และ 7 ถ่ายเมื่อ 6 ก.ค. 2556 จะสังเกตเห็นว่าต้นสร้อยไก่ ดอกเล็กแต่ลำต้นและใบใหญ่กว่าที่ซื้อจากแม่ค้า
ภาพที่ 8 เป็นต้นหงอนไก่ที่โตแล้วและซื้อมาปลูกจากแม่ค้า จะสังเกตว่าใบเป็นสีเขียวขี้ม้าและเล็กกว่าที่เพาะเมล็ดเอง

ภาพที่ 9 และ 10 เป็นต้นสร้อยไก่และหงอนไก่ที่ซื้อจากแม่ค้า

ข้อเท็จจริงที่พบ
1.ต้นหงอนไก่มีอายุยืนกว่าต้นสร้อยไก่
2.ต้นหงอนไก่มีการขยายกอออกอย่างกว้างขวางกว่าต้นสร้อยไก่เป็นอันมาก







ภาพที่ 11 ถึง 16 นี้ ถ่ายวันที่ 30 สิงหาคม 2556 แสดงให้เห็นว่าสร้อยไก่โทรม และ ดอกสูงไม่เป็นพุ่มใหญ่ ส่วนหงอนไก่รากไม่สามารถรับน้ำหนักดอกที่ใหญ่โตได้จึงล้ม

การกลายพันธุ์ของต้นหงอนไก่ที่ปลูกไว้

หงอนไก่ที่ซื้อมาจากแม่ค้าซึ่งใบเป็นสีเขียวขี้ม้าดังกล่าวข้างต้น มีการกลายพันธุ์ดังนี้
1.ในรุ่นที่ 2 ต้นหงอนไก่จะลำต้นสูงแต่ดอกจะเล็กลง
2.ในรุ่นที่ 3 ต้นหงอนไก่จะมีลำต้นสีแดงและใบสีแดงแกมเขียวขี้ม้า แต่ลักษณะของดอกกลับเหมือนกับต้นสร้อยไก่ และ ใบมีขนาดใหญ่ขึ้น
ทั้งรุ่นที่ 2 และ 3 ปรากฎขึ้นหลังจากบรรดาต้นสร้อยไก่ตายไปหมดแล้วหลายเดือน
ภาพของหงอนไก่รุ่นที่ 2
(กลางปี 2557)

ภาพของหงอนไก่รุ่นที่ 3
(ปลายปี 2557 - ต้นปี 2558)

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

MOU ศรีปทุม Chicago-Kent College of Law


แหล่งข่าวจากhttp://newinfo.spu.ac.th/show.php?id=1250
อบรมกฎหมาย ‘อินเตอร์’
ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่ามหาวิทยาลัยศรีปทุมได้เห็นความสำคัญของการศึกษาด้านกฎหมาย และต้องการจะพัฒนาการเรียนการสอนไปสู่ความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น จึงได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาด้านกฎหมายชื่อดังในประเทศสหรัฐอเมริกา Chicago-Kent College of Law,Illinois Institute of Technology (IIT) จัดโครงการอบรมทางกฎหมายระยะสั้นเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย
โครงการนี้เป็นการอบรมระยะเวลา 3 เดือนโดยจะอบรมภาษาอังกฤษ 1 เดือน และศึกษา 4 รายวิชาคือ Legal Research and Writing,International Trade,International Regulations และ Introduction to Intellectual Property ถือเป็นหลักสูตรที่ประหยัดเวลาสะดวก และใช้เวลาไม่นานในการศึกษาต่อระดับปริญญาโท เพราะผู้เข้าร่วมโครงการที่สอบผ่านทุกรายวิชาจะสามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในสาขาต่างๆ ได้ดังนี้ 1 ปริญญาโททางกฎหมาย (LL.M.) ณ Chicago-Kent College of Law ใช้ระยะเวลาศึกษาอีก 1 ภาคการศึกษา 2.ปริญญาโทสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ณ Stuart Graduate School of Business ใช้เวลาศึกษาอีก 2 ภาคการศึกษาและ 3. ปริญญาโทสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ณ College of Science and Letters ใช้เวลาศึกษาอีก 2 ภาคการศึกษา
นับว่าหลักสูตรนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มากทีเดียว...
ผู้สนใจจะเข้ารับการอบรมครั้งนี้ ต้องมีคุณสมบัติสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ มีผลคะแนน TOEFL 600 คะแนน (250 Computer-Based) แต่ถ้าไม่มีผลคะแนน TOEFL ทางมหาวิทยาลัยศรีปทุมจะจัดอบรมภาษาอังกฤษให้เป็นเวลา 1 เดือนก่อนการเรียนจริง

สนใจสอบถามรายละเอียเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม โทร 0-2579 1111 ต่อ 1198
หัวข้อข่าว : MOU Chicago-Kent
ชื่อคอลัมน์ : การศึกษา จากหน้า : 26
ชื่อหนังสือ : มติชน วันที่ตีพิมพ์ : 04 ต.ค. 2548



วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อันดับความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษของประเทศไทย

ผู้เขียนได้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับ ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 หน้า 12 ซึ่งกล่าวว่า "ผลการวิจัยการจัดอันดับความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ จำนวน 54 ประเทศของ บริษัทเอดูเคชั่น เฟิร์สต์ ระบุว่า ไทยรั้งอันดับ 53 ซึ่งเป็นตำแหน่งรองบ๊วยของประเทศที่มีความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษต่ำ"
ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า ผลการวิจัยดังกล่าวมีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ เนื่องเพราะ บริษัทดังกล่าวเป็นเพียงผู้ทำธุรกิจสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย และ มีโรงเรียนภาษาของตนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้น ขณะที่ผู้จัดการสอบวัดระดับความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษในระดับโลก เช่น ETS ซึ่งจัดสอบ TOEFL และ TOEIC หรือ แม้แต่ University of Cambridge ซึ่งเป็นผู้จัดการสอบ IELTS ก็ไม่เคยออกมาจัดลำดับว่าประเทศใดมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอ่อนที่สุด