วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
การทดลองขวดคู่มหัสจรรย์ต้นกล้วยไม้ที่ขึ้นรา
สถานะภาพรอติดตามผล
วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556
การปลูกต้นหงอนไก่ และ สร้อยไก่ โดยการเพาะเมล็ด
การแยกแยะกรณีที่ปลูกผสมคละกันไปในแปลงเดียวกัน
ลักษณะของต้นกล้าหงอนไก่ คือ ลำต้นสีแดง
ลักษณะของต้นกล้าสร้อยไก่ คือ ลำต้นสีเขียว
(เพาะเมล็ดของเจียไต่/ของศรแดง ตอนเพาะเมล็ดมันปนกันในกะบะปลูก)
ภาพที่ 1 ถ่ายเมื่อ 27 พ.ค.2556
ภาพที่ 2 ถ่ายเมื่อ 13 มิ.ย.2556
ลักษณะของต้นกล้าหงอนไก่ คือ ลำต้นสีแดง
ลักษณะของต้นกล้าสร้อยไก่ คือ ลำต้นสีเขียว
(เพาะเมล็ดของเจียไต่/ของศรแดง ตอนเพาะเมล็ดมันปนกันในกะบะปลูก)
ภาพที่ 1 ถ่ายเมื่อ 27 พ.ค.2556
ภาพที่ 2 ถ่ายเมื่อ 13 มิ.ย.2556
ภาพที่ 3 ถ่ายเมื่อ 21 มิ.ย.2556 ภาพดอกสร้อยไก่แดงและดอกหงอนสีแดงไก่กำลังออก
ภาพที่ 4 ถ่ายเมื่อ 21 มิ.ย.2556 ภาพดอกสร้อยไก่สีเหลืองกำลังออก
ภาพที่ 5 ,6 และ 7 ถ่ายเมื่อ 6 ก.ค. 2556 จะสังเกตเห็นว่าต้นสร้อยไก่ ดอกเล็กแต่ลำต้นและใบใหญ่กว่าที่ซื้อจากแม่ค้า
ภาพที่ 8 เป็นต้นหงอนไก่ที่โตแล้วและซื้อมาปลูกจากแม่ค้า จะสังเกตว่าใบเป็นสีเขียวขี้ม้าและเล็กกว่าที่เพาะเมล็ดเอง
ภาพที่ 9 และ 10 เป็นต้นสร้อยไก่และหงอนไก่ที่ซื้อจากแม่ค้า
ข้อเท็จจริงที่พบ
1.ต้นหงอนไก่มีอายุยืนกว่าต้นสร้อยไก่
2.ต้นหงอนไก่มีการขยายกอออกอย่างกว้างขวางกว่าต้นสร้อยไก่เป็นอันมาก
ภาพที่ 11 ถึง 16 นี้ ถ่ายวันที่ 30 สิงหาคม 2556 แสดงให้เห็นว่าสร้อยไก่โทรม และ ดอกสูงไม่เป็นพุ่มใหญ่ ส่วนหงอนไก่รากไม่สามารถรับน้ำหนักดอกที่ใหญ่โตได้จึงล้ม
การกลายพันธุ์ของต้นหงอนไก่ที่ปลูกไว้
หงอนไก่ที่ซื้อมาจากแม่ค้าซึ่งใบเป็นสีเขียวขี้ม้าดังกล่าวข้างต้น มีการกลายพันธุ์ดังนี้
1.ในรุ่นที่ 2 ต้นหงอนไก่จะลำต้นสูงแต่ดอกจะเล็กลง
2.ในรุ่นที่ 3 ต้นหงอนไก่จะมีลำต้นสีแดงและใบสีแดงแกมเขียวขี้ม้า แต่ลักษณะของดอกกลับเหมือนกับต้นสร้อยไก่ และ ใบมีขนาดใหญ่ขึ้น
ทั้งรุ่นที่ 2 และ 3 ปรากฎขึ้นหลังจากบรรดาต้นสร้อยไก่ตายไปหมดแล้วหลายเดือน
การกลายพันธุ์ของต้นหงอนไก่ที่ปลูกไว้
หงอนไก่ที่ซื้อมาจากแม่ค้าซึ่งใบเป็นสีเขียวขี้ม้าดังกล่าวข้างต้น มีการกลายพันธุ์ดังนี้
1.ในรุ่นที่ 2 ต้นหงอนไก่จะลำต้นสูงแต่ดอกจะเล็กลง
2.ในรุ่นที่ 3 ต้นหงอนไก่จะมีลำต้นสีแดงและใบสีแดงแกมเขียวขี้ม้า แต่ลักษณะของดอกกลับเหมือนกับต้นสร้อยไก่ และ ใบมีขนาดใหญ่ขึ้น
ทั้งรุ่นที่ 2 และ 3 ปรากฎขึ้นหลังจากบรรดาต้นสร้อยไก่ตายไปหมดแล้วหลายเดือน
ภาพของหงอนไก่รุ่นที่ 2
(กลางปี 2557)
ภาพของหงอนไก่รุ่นที่ 3
(ปลายปี 2557 - ต้นปี 2558)
(ปลายปี 2557 - ต้นปี 2558)
วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
MOU ศรีปทุม Chicago-Kent College of Law
แหล่งข่าวจากhttp://newinfo.spu.ac.th/show.php?id=1250
อบรมกฎหมาย ‘อินเตอร์’
ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม
เปิดเผยว่ามหาวิทยาลัยศรีปทุมได้เห็นความสำคัญของการศึกษาด้านกฎหมาย
และต้องการจะพัฒนาการเรียนการสอนไปสู่ความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น จึงได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาด้านกฎหมายชื่อดังในประเทศสหรัฐอเมริกา
Chicago-Kent College of Law,Illinois Institute of Technology (IIT) จัดโครงการอบรมทางกฎหมายระยะสั้นเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย
โครงการนี้เป็นการอบรมระยะเวลา 3 เดือนโดยจะอบรมภาษาอังกฤษ
1 เดือน และศึกษา 4 รายวิชาคือ Legal Research and
Writing,International Trade,International Regulations และ Introduction
to Intellectual Property ถือเป็นหลักสูตรที่ประหยัดเวลาสะดวก
และใช้เวลาไม่นานในการศึกษาต่อระดับปริญญาโท
เพราะผู้เข้าร่วมโครงการที่สอบผ่านทุกรายวิชาจะสามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในสาขาต่างๆ
ได้ดังนี้ 1 ปริญญาโททางกฎหมาย (LL.M.) ณ Chicago-Kent College of Law ใช้ระยะเวลาศึกษาอีก
1 ภาคการศึกษา 2.ปริญญาโทสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ณ Stuart
Graduate School of Business ใช้เวลาศึกษาอีก 2 ภาคการศึกษาและ 3. ปริญญาโทสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
ณ College of Science and Letters ใช้เวลาศึกษาอีก 2 ภาคการศึกษา
นับว่าหลักสูตรนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อ ณ
ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มากทีเดียว...
ผู้สนใจจะเข้ารับการอบรมครั้งนี้
ต้องมีคุณสมบัติสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ มีผลคะแนน TOEFL 600
คะแนน
(250 Computer-Based) แต่ถ้าไม่มีผลคะแนน TOEFL ทางมหาวิทยาลัยศรีปทุมจะจัดอบรมภาษาอังกฤษให้เป็นเวลา
1 เดือนก่อนการเรียนจริง
วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555
อันดับความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษของประเทศไทย
ผู้เขียนได้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับ ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 หน้า 12 ซึ่งกล่าวว่า "ผลการวิจัยการจัดอันดับความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ จำนวน 54 ประเทศของ บริษัทเอดูเคชั่น เฟิร์สต์ ระบุว่า ไทยรั้งอันดับ 53 ซึ่งเป็นตำแหน่งรองบ๊วยของประเทศที่มีความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษต่ำ"
ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า ผลการวิจัยดังกล่าวมีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ เนื่องเพราะ บริษัทดังกล่าวเป็นเพียงผู้ทำธุรกิจสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย และ มีโรงเรียนภาษาของตนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้น ขณะที่ผู้จัดการสอบวัดระดับความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษในระดับโลก เช่น ETS ซึ่งจัดสอบ TOEFL และ TOEIC หรือ แม้แต่ University of Cambridge ซึ่งเป็นผู้จัดการสอบ IELTS ก็ไม่เคยออกมาจัดลำดับว่าประเทศใดมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอ่อนที่สุด
ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า ผลการวิจัยดังกล่าวมีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ เนื่องเพราะ บริษัทดังกล่าวเป็นเพียงผู้ทำธุรกิจสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย และ มีโรงเรียนภาษาของตนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้น ขณะที่ผู้จัดการสอบวัดระดับความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษในระดับโลก เช่น ETS ซึ่งจัดสอบ TOEFL และ TOEIC หรือ แม้แต่ University of Cambridge ซึ่งเป็นผู้จัดการสอบ IELTS ก็ไม่เคยออกมาจัดลำดับว่าประเทศใดมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอ่อนที่สุด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


















































